Thailand
 

การเรียนภาษาแบบธรรมชาติด้วยวิธีการเรียนรู้แบบหมุนเวียนเป็นวงจร (Spiral learning) ตอนที่ 2

คุณ Helen มาคุยกันต่อถึงเรื่องปัจจัยต่างๆที่ส่งผลให้วิธีการเรียนการสอนของ Helen Doron English ประสบความสำเร็จ

มีหลายอย่างที่ส่งผลให้วิธีการของเราประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการเรียนรู้แบบหมุนเวียน (Spiral learning) ซึ่งเป็นวิธีการที่ค่อนข้างใหม่ในแวดวงการศึกษา วิธีการก็คือ แทนที่จะสอนเรื่อง ๆ หนึ่งให้เข้าใจทั้งหมดในคราวเดียว เราจะสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป มีการสอนย้ำ ทบทวนเนื้อหานั้นอยู่เสมอ หลักการก็คือ เมื่อใดที่เด็กได้เรียนเนื้อหาเรื่องเดิม เมื่อนั้นความรู้ของเด็กจะแผ่ขยายกว้างออกไป ซึ่งเป็นวิธีการเรียนรู้แบบธรรมชาติ

 ฉันขอแบ่งปันเรื่องหนึ่งให้กับคุณ ฉันเคยสอนภาษาอังกฤษให้เด็กกลุ่มหนึ่ง มีเด็กอายุ 2 ขวบคนหนึ่งเรียนรวมกับเด็กอายุ 4 ขวบกว่า พอดีสมัยก่อนเรามีสื่อการเรียนรู้ไม่มากพอ เด็กในห้องจึงต่างวัยกันบ้าง ไม่เหมือนทุกวันนี้ที่เราแบ่งห้องเรียนตามวัยเด็กได้อย่างชัดเจน เด็ก 2 ขวบคนนั้นจะวิ่งไปรอบห้องพร้อมทำเสียงเหมือนเครื่องบิน ถ้าเป็นสมัยนี้เราอาจจะบอกว่า เขาสมาธิสั้น แต่ทุกครั้งที่ฉันสอนสิ่งใหม่หรือเนื้อหาใหม่ เครื่องบินลำนั้นจะลงจอด นั่งฟัง และสนใจกับสิ่งใหม่ที่ฉันสอน เมื่อฉันสอนสิ่งใหม่นั้นเสร็จแล้ว เขาก็จะลุกขึ้นและวิ่งไปรอบห้องต่อ เขารู้ว่าสิ่งใดคือเนื้อหาใหม่และสิ่งใดที่ไม่ใช่

การเรียนรู้แบบหมุนเวียน (Spiral learning) นั้นดีกว่าการเรียนรู้แบบรู้จริง (Mastery method)  เพราะเวลาที่คุณใช้วิธีการเรียนรู้แบบรู้จริง (Mastery method) แม้ว่าลักษณะกิจกรรมจะหลากหลายก็ตาม แต่เนื้อหาที่สอนยังเป็นเรื่องเดิม เด็กจะค่อย ๆ หมดความสนใจ ไม่กระตือรือร้นเหมือนตอนที่เจอกับเนื้อหาใหม่ พวกเขาไม่รู้สึกว่าขาดหายอะไรไปแม้ไม่ได้เข้าใจเนื้อหาใดเนื้อหาหนึ่งอย่างถ่องแท้ หากเป็นการเรียนรู้แบบหมุนเวียน (Spiral learning) เมื่อเวลาผ่านไปและเนื้อหาเรื่องเดิมถูกนำกลับมาสอนใหม่ เด็กจะได้เรียนเนื้อหาเดิมในบริบทใหม่ พวกเขาได้เรียนรู้เพิ่มเติมจากความแตกต่างของบริบทภายใต้แนวคิดหรือเนื้อหาเดิม การเรียนรู้แบบนี้ทำให้เด็กเข้าใจเนื้อหาที่ถูกสอนได้ดียิ่งขึ้น

ยกตัวอย่างเช่นคำว่า “รถไฟ (train)” ในภาษาอังกฤษ มีความหมายเพียงแค่ “รถไฟปู้นปู้น” สำหรับเด็กก่อนวัยเรียน แต่เมื่อเด็กโตขึ้น ได้เรียนรู้และรับรู้บริบทต่าง ๆ มากขึ้น คำว่า “train” อาจหมายความถึง “หางกระโปรงชุดเจ้าสาว” (Wedding dress train) คำว่า “train” นี้อาจใช้เป็นคำกิริยา หมายถึง “การฝึก” หรือ “การสอน” นอกจากนั้นยังอาจหมายถึง “กระแสความคิด (train of thought)” ได้อีกด้วย ดังนั้น จะเห็นได้ว่า พัฒนาการของเด็กแต่ละวัยจะตีความคำว่า “train” ไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับบริบทและเนื้อหาที่เขาเข้าใจ

หากการเรียนรู้แบบหมุนเวียน (Spiral learning) เป็นการเรียนรู้แบบธรรมชาติแล้ว เหตุใดการเรียนรู้แบบรู้จริง (Mastery method) จึงยังแพร่หลายมากกว่า

ความจริงก็คือ ครูและผู้ปกครองบางคนชอบวิธีการเรียนรู้แบบรู้จริง (Mastery method) พวกเขาเชื่อว่าวิธีที่ถูกต้องคือ การสอนเด็กจนกว่าพวกเขาจะเข้าใจทุกอย่าง และจะสอนเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกผ่านกิจกรรมและวิธีการที่แตกต่าง จะไม่มีการสอนเนื้อหาใหม่จนกว่าเด็กจะเข้าใจเนื้อหาเดิมทั้งหมด สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เด็กไม่จดจำสิ่งที่ถูกสอนและมักจะลืมสิ่งเหล่านั้น เพราะถูกยัดเยียดให้ทำ

ความจริงอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเรียนรู้แบบรู้จริง (Mastery method) นั้นสอนง่ายกว่า ไม่เหมือนการเรียนรู้แบบหมุนเวียน (Spiral learning) ที่จะต้องมีการวางแผนการสอนล่วงหน้าให้ดีในทุกขั้นตอน และต้องเตรียมให้ดีว่า จะนำเสนออะไรบ้าง ครูหลายท่านไม่ได้เตรียมการสอนมาแบบนั้น ดังนั้น จะเห็นได้ว่าเมื่อเด็กเริ่มเรียนที่ Helen Doron English เรารู้ทันทีว่าเขาจะเรียนอะไรตอนสามเดือน หรือหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น หรือหนึ่งเดือนหลังจากนั้น หรือเมื่อผ่านไปแล้วหนึ่งปี หรือห้าปี หรือแม้กระทั่งสิบห้าปี จุดแข็งของเราคือ หลักสูตรที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานการเรียนรู้แบบหมุนเวียน (Spiral learning) ฉันทำงานร่วมกับนักวิชาการและนักจิตวิทยาเด็กในการคิดค้นหลักสูตรของเรา เสน่ห์ของมันอยู่ตรงที่ว่า เด็กไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังเรียนเพราะพวกเขาสนุกสนานอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น แม้ว่าการสอนให้เด็กเรียนรู้ด้วยวิธีนี้จะท้าทายกว่าและมีอะไรให้เตรียมเยอะกว่า แต่ฉันว่าวิธีแบบธรรมดานี้เป็นที่น่าพอใจกว่า มันแสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้แบบธรรมชาติเป็นเรื่องสนุก เด็กได้มีส่วนร่วม และเป็นยาแก้ความเบื่อได้ดีทีเดียว

มีเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่ง ครูท่านหนึ่งออกจากห้องเรียนและเข้าห้องพักครู เมื่อถูกครูท่านอื่นถามว่า วันนี้ชั้นเรียนของคุณเรียนอะไร เขาตอบว่า “ฉันรู้ว่าฉันสอนอะไรให้พวกเขา แต่ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาเรียนรู้อะไร” เป็นคำตอบที่เศร้าแต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในแวดวงการศึกษาทั่วโลก และผู้ปกครองจะสมัครเรียนให้ลูกเรียนในห้องเรียนแบบนี้เพราะเขาเรียนมาแบบนั้นและรู้สึกว่า มันถูกต้อง แต่มันไม่เป็นอย่างที่พวกเขาเข้าใจเลย สำหรับเด็กแล้ว ถ้าเขาสนุก เขาจะยินดีที่จะเรียนรู้และรับสิ่งนั้นไว้ แต่ถ้าเขาไม่สนุก เขาจะไม่เรียนรู้อะไรเลย ผู้ปกครองควรเข้าใจว่า มันไม่สำคัญว่า เด็กจะเรียนรู้มากหรือน้อย ตราบใดที่เด็กมีกระบวนการเรียนรู้อย่างมีความสุข มีพัฒนาการอย่างมั่นใจ ย่อมเกิดผลที่ดีกว่าการเรียนรู้ที่เน้นแต่ปริมาณ