Thailand
 

วิธีการสอนภาษาอังกฤษที่ได้ผลที่สุด

การค้นหาวิธีการสอนภาษาอังกฤษที่ดีที่สุด

ตอนที่ Ella ลูกสาวของดิชั้นอายุ 4 ขวบ เขาเริ่มเรียนการสีไวโอลินด้วยหลักสูตร Suzuki ซึ่งเป็นวิธีการสอนให้เด็กเล็กเล่นเครื่องดนตรีเป็นก่อนที่จะอ่านโน้ตดนตรีได้ ดร. Suzuki เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ภาษาดนตรี” วิธีการคือ ที่บ้านเด็กจะได้ฟังท่อนเพลงที่เขาจะต้องหัดเล่นซ้ำไปซ้ำมา และในห้องเรียนเด็กจะได้ฝึกเล่นเครื่องดนตรีนั้นผ่านกิจกรรมสนุกๆ นอกจากนั้นครูยังใช้คำพูดชมเชยอยู่เสมอเพื่อให้เด็กเกิดความรู้สึกว่าพวกเขาประสบความสำเร็จ

ประสบการณ์นี้เองทำให้ดิชั้นตระหนักว่าควรใช้วิธีการแบบนี้ในการสอนภาษาต่างประเทศ โดยสอนตั้งแต่เด็กยังอายุน้อยและให้เด็กเรียนรู้เหมือนกับวิธีที่พวกเขาเรียนภาษาแม่ของพวกเขา ดิชั้นรู้ทันทีว่าขั้นตอนที่เหมาะที่สุดคือเด็กควรจะได้ฟังภาษาอยู่ที่บ้านให้บ่อยที่สุดเพื่อกระตุ้นการรับรู้ภาษาของสมอง และครูผู้สอนควรพูดแต่สิ่งดีๆในแง่บวกกับเด็ก

ในตอนแรกดิชั้นมั่นใจว่าต้องมีคนคิดค้นหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษด้วยวิธีการนี้แล้วแน่นอน แต่ดิชั้นคาดการณ์ผิด ดังนั้นในปี ค.ศ.1985 ดิชั้นเริ่มสอนเด็กอายุตั้งแต่ 1 ถึง 6 ขวบ โดยมุ่งทดสอบทฤษฏีเพื่อค้นหาวิธีการสอนภาษาอังกฤษให้ได้ผลดีที่สุด

ดิชั้นเริ่มทำการบันทึกเสียงตัวดิชั้นเองร้องเพลงควบคู่ไปกับการเล่นเปียโน พร้อมอัดเสียงอ่านนิทานและโคลงกลอนลงไปด้วย ทั้งนี้เพื่อให้เด็กนำกลับไปเปิดฟังที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้ผลมาก ดังนั้นในปีต่อๆมาดิชั้นจึงเริ่มมีนักเรียนเพิ่มมากขึ้น จนต้องเริ่มรับสมัครและอบรมครูเพื่อให้มาช่วยสอน นอกจากนั้นดิชั้นเริ่มผลิตสื่อการสอนอย่างเป็นทางการมากขึ้น

ตั้งแต่เริ่มแรก ดิชั้นจะมุ่งเน้นการสอนไปที่เด็กเล็ก เนื่องจากมีความเชื่อที่ว่าหากมีพื้นฐานที่มั่นคงตั้งแต่ยังอายุน้อย สิ่งนั้นจะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต ทั้งนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่ในห้องเรียนเท่านั้น ความผูกพันและความเข้าใจระหว่างผู้ปกครองกับเด็กจะช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจศักยภาพของเด็กในวัยนี้ ซึ่งนอกจากจะส่งผลทางด้านบวกในการเรียนของเด็กแล้ว ยังทำให้เด็กมีความมั่นใจ มีความสุข และรู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จ ซึ่งจะส่งผลกับพัฒนาการในทุกๆด้านของเด็ก สมองของเด็กแรกเกิดถึง 7 ขวบมีศักยภาพที่จะเรียนรู้ได้ทุกอย่าง ดังนั้นหากได้รับสิ่งเร้าที่เหมาะสมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ จะส่งผลให้เกิดการเชื่อมต่อของคลื่นสมองมากยิ่งขึ้นซึ่งจะส่งผลต่อศักยภาพของเด็กในอนาคต

โปรดติดตามต่อในตอนที่สองว่าการเรียนในสภาพแวดล้อมที่มีแต่ความสุขและได้รับแต่สิ่งดีๆจากผู้สอนจะส่งผลให้เด็กมีความภูมิใจในตัวเอง กลายเป็นคนใฝ่หาการเรียนรู้ และมีความมั่นใจในตัวเองได้อย่างไร