Thailand
 

เหตุผล 6 ประการที่ทำให้การสอนแบบเดิมไม่ได้ผล

หลักสูตรในโรงเรียนให้ความสำคัญเรื่องของภาษาที่สองมากขึ้นเรื่อย ๆ ในหลายประเทศนักเรียนจะเริ่มเรียนภาษาอังกฤษตอนอายุแปดขวบ จะมีการทดสอบทักษะภาษาในรูปแบบของความเข้าใจและการเขียนจนกว่าจะจบมัธยมศึกษา (ระบบแบบเรียน 6 ปี) จากนั้นการจะเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย แม้ในคณะวิทยาศาสตร์และแพทยศาสตร์ ก็ยากถ้าหากระดับภาษาอังกฤษไม่ค่อยดีนัก ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าภาษาอังกฤษมีความสำคัญในการศึกษาระบบนี้ แต่การสอนภาษาอังกฤษ (หรือภาษาอื่น) ในการเรียนแบบนี้มักไม่ค่อยเห็นผลลัพธ์ที่ดี นี่คือเหตุผลว่าทำไมจึงล้มเหลว

เหตุผลที่หนึ่ง:

ความคาดหวังคือเด็กนักเรียนต้องเชี่ยวชาญทุกแง่มุมของภาษาพร้อมกัน แทนที่เด็กสิบขวบจะค่อย ๆ ซึมซับเสียงต่าง ๆ ของภาษาเหมือนที่เด็กเล็กเรียนรู้ภาษาแม่ของเขา แต่กลับต้องมาเรียนระบบเสียง, อ่านสัญลักษณ์ (ตัวอักษร) ที่แตกต่างจากภาษาตัวเองอย่างสิ้นเชิง, ต้องเรียนหลักไวยากรณ์ที่ขัดกับความเข้าใจและสร้างความสับสน ต้องซึมซับสิ่งเหล่านี้พร้อม ๆ กัน ทั้งการฟัง การทำความเข้าใจ การอ่าน การเขียน และการพูด ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่ต่างกัน

สิ่งสำคัญคือ ต้องให้เด็กค่อย ๆ ปรับหูให้เข้ากับภาษา (ด้วยการฟัง) แล้วหัดพูด จากนั้นถึงจะเป็นการอ่านและการเขียน ซึ่งขั้นตอนแบบนี้คือการเรียนภาษาตามธรรมชาติ ฉะนั้นการเรียนภาษาที่สอง ภาษาที่สาม หรือภาษาที่สี่ก็ควรมีขั้นตอนการเรียนแบบเดียวกันนี้

เหตุผลที่สอง:

เด็กนักเรียนแต่ละคนมีเวลาฝึกพูดน้อยเกินไป การที่จะพูดภาษาใด ๆ ได้ดีนั้นมีความละเอียดอ่อนและต้องใช้ความสามารถในการฟังและการออกเสียง เราจะปรับเสียงให้ถูกต้องเมื่อเราได้ยินเสียงที่ตัวเองพูดออกไป แต่ในห้องเรียนส่วนใหญ่โอกาสที่เด็กจะได้พูดก็คือพูดตามกันเป็นกลุ่ม ส่งผลให้ครูไม่สามารถแยกแยะเสียงของแต่ละคนออกมาได้ ที่แย่ไปกว่านั้นคือ เด็กนักเรียนไม่สามารถได้ยินเสียงของตัวเอง เวลาที่จะได้พูดแบบรายบุคคล แทบไม่มีเลย และบ่อยครั้งที่การพูดแบบรายบุคคลจะตกเป็นของเด็กที่พูดภาษานั้นคล่อง เด็กที่ขี้อายและขาดความมั่นใจก็จะทำเสียงกลมกลืนไปกับคนอื่น ทำให้เด็กเหล่านี้ไม่เคยได้ยินเสียงตัวเองพูดภาษานั้น ๆ เลยจนกระทั่งเรียนจบ

เหตุผลที่สาม:

เด็กไม่ได้รับคำแนะนำโดยตรงจากครู ในห้องเรียนทั่วไปจะมีเด็กประมาณ 30-40 คน ครูไม่มีเวลาคุยแบบตัวต่อตัวกับเด็กทุกคน และเด็กก็มีโอกาสซ้อมพูดแค่ตอนตอบรวมกันเป็นกลุ่ม ทำให้เด็กที่ขี้อายแกล้งตอบตามเพื่อนไป แม้กระทั่งในโรงเรียนที่มีอุปกรณ์ครบครันอย่างห้องแล็บภาษาและเรียนภาษาจากสื่อหลายอย่างเอง ครูก็ไม่สามารถจะมาดูพัฒนาการเด็กแต่ละคนได้อย่างละเอียด

บ่อยครั้งในห้องเรียนที่มีจำนวนเด็กมากเกินไป จะพบว่ามีเด็กบางคนเรียนภาษาแบบถู ๆ ไถ ๆ จนจบโดยที่ทักษะการพูดอยู่ใน  เกณฑ์ต่ำกว่ามาตรฐาน

เหตุผลข้อที่สี่:

การออกเสียงไม่ถูกต้อง จำนวนครูที่เป็นเจ้าของภาษานั้นมีไม่เพียงพอ ฉะนั้นเด็กจะเลียนเสียงตามแม่แบบซึ่งไม่ได้เป็นเจ้าของภาษา การสอนภาษาอังกฤษในหลายประเทศไม่ได้สอนโดยครูเจ้าของภาษา สำเนียงของพวกเขาอาจส่งผลให้เด็กติดพูดสำเนียงที่ไม่ถูกต้องไป

เหตุผลข้อที่ห้า:

ความไม่กล้าแสดงออกนำไปสู่ความล้มเหลว นักเรียนมัธยมจะไม่ค่อยกล้าแสดงออกในวิชาการพูดภาษาต่างประเทศ นักเรียนเหล่านี้อาจจะทำสอบแบบข้อเขียนได้ดี ซึ่งเป็นการวัดความรู้ทักษะการอ่านและการเขียน พวกเขาจบออกไปด้วยระดับความรู้ด้านการอ่านที่เทียบเท่าหรือมากกว่าระดับมัธยม แต่ในทางกลับกันไม่สามารถถามทางหรือแม้แต่สั่งอาหารในภัตตาคารได้

ความไม่กล้าด้านการแสดงออกของเด็กเกิดขึ้นได้ในทุกวิชา เพียงแต่สังเกตเห็นได้ชัดเจนที่สุดในวิชาภาษาต่างประเทศ การที่ออกเสียงยากไม่ได้หรือออกเสียงผิดบ่อย นึกคำศัพท์ไม่ค่อยออก ทำให้เด็กเริ่มไม่ชอบและต่อต้านการเรียนภาษา

เหตุผลข้อที่หก:

ระบบการศึกษาแบบเก่ามุ่งเน้นแต่จะจับผิด การศึกษาในตะวันตกเน้นระบบท่องจำ เด็กจะประสบความสำเร็จได้หากจำข้อเท็จจริงได้ทั้งหมด ครูมักจะให้ข้อมูลตอบกลับในรูปแบบของการแก้ข้อผิด นั่นคือ ชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดในการบ้านหรือในข้อสอบ ฉะนั้น การจ้องแต่จะจับผิดในวิชาภาษาต่างประเทศ (ซึ่งเด็กขาดความมั่นใจในการแสดงออกอยู่แล้ว) ส่งผลให้เด็กเกิดความกลัวที่จะผิดทุกครั้งที่จะอ้าปากจะพูด

เมื่อเอาเหตุผลทั้งหกข้อนี้มารวมกันจะเห็นได้ว่าไม่มีทางที่เด็กจะประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาได้เลย หลักฐานก็มีให้เห็นชัดเจนในผลสอบวิชาภาษาอังกฤษที่อยู่ในระดับ “ใช้ได้” เท่านั้น จึงยิ่งเป็นการย้ำให้เห็นว่า ระบบการสอนแบบดั้งเดิมใช้ไม่ได้กับการสอนภาษาต่างประเทศ

ทางออกนั้นง่ายกว่าที่คุณคิด หาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการเรียนภาษาต่างประเทศของลูกคุณได้ที่ www.HelenDoron.com