Thailand
 

Can young children learn multiple languages and not mix them up?

เรามีความยินดีที่จะนำเสนอคำตอบและข้อมูลดี ๆ จากนักศึกษาศาสตร์และนักภาษาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญอย่างคุณ Helen Doron ผู้ซึ่งมีประสบการณ์การสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กมานานกว่า 30 ปี เธอเป็นผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร Helen Doron Educational Group และยังเป็นผู้คิดค้นวิธีการสอนภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ การเคลื่อนไหวร่างกาย และการพัฒนาการของเด็กเล็กด้วยวิธีและสื่อการเรียนที่ไม่เหมือนใคร คำถามวันนี้คือ : ลูกวัยสองขวบของฉันกำลังเริ่มเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองและตอนนี้ลูกเริ่มสับสนกับภาษาแรก บางครั้งในหนึ่งประโยคลูกจะพูดทั้งสองภาษาปนกัน นี่เป็นเรื่องปกติหรือเปล่า ควรจะแก้ไขเวลาลูกพูดผิดหรือเปล่า

คำตอบของคุณ Helen : ไม่ต้องกังวลค่ะ การใช้ภาษาปนกันเป็นเรื่องปกติของเด็กที่พูดได้หลายภาษา จริง ๆ แล้วการใช้ภาษาหนึ่งปนกับเวลาพูดอีกภาษาหนึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติเมื่อเรียนสองภาษา เราเรียกว่า การสลับภาษา (code switching)

ก่อนอื่น เราต้องทำความเข้าใจว่า เด็กเรียนรู้ภาษาได้อย่างไร จากนั้นพวกเขารวมภาษาเข้าด้วยกันได้อย่างไร

ปัจจัยสำคัญคือ ช่วงอายุ 3 ปีแรก

ในปีแรกเด็กเล็กจะเริ่มเล่นกับเสียง เริ่มทำเสียง และเริ่มออกเสียงคำ โดยทั่วไปแล้วเด็กอายุ 18 เดือน จะเริ่มออกเสียงคำเดี่ยว ๆ ได้ เช่น “mama”, “dada”, “bye”, “hi” เมื่ออายุได้ 2 ปี คลังคำศัพท์เขาจะเพิ่มมากขึ้นและจะเริ่มเอาคำ 2-3 คำมาต่อกันได้เป็นประโยคสั้น ๆ เช่น “all gone”, “more please”, “mommy out” ต่อมาเมื่อเด็กอายุประมาณ 3 ปี จะเข้าใจภาษาของตัวเองและเข้าใจหลักไวยากรณ์เกือบทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงหลักการทั่วไป เด็กแต่ละคนเรียนรู้ที่จะพูด เร็วหรือพูดช้าต่างกัน เด็กบางคนไม่พูดเลย มาพูดอีกทีเป็นประโยคตอนโตหน่อย ไม่ว่าลูกของคุณจะเรียนภาษาเดียวหรือมากกว่านั้น ข้อสำคัญที่สุดของการเรียนภาษาคือคุณต้องพูดกับลูก เด็กจะเรียนรู้คำศัพท์ได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าเขาพูดภาษานั้นมากน้อยเพียงใด ยิ่งพูดกับเด็กเล็กมากเท่าใด เขาจะยิ่งเรียนรู้ศัพท์ใหม่ ๆ มากเท่านั้น

บ่อยครั้งที่ดิฉันได้ยินผู้ปกครองแย้งว่า “ลูกยังพูดไม่ได้เลย ทำไมต้องคุยกับลูกมากขนาดนี้” ดิฉันประหลาดใจทุกครั้งที่ได้ยินแบบนั้น บางครั้งครูยังคิดแบบนั้นเลย หลักการสำคัญของการเรียนรู้ภาษาของเด็กคือ ข้อมูลที่ป้อนเข้าจะมีค่าเท่ากับข้อมูลที่ปรากฎออกมา นั่นหมายถึงว่า เด็กยิ่งรับรู้ภาษาและความเข้มข้นของภาษามากเท่าใด ยิ่งจะทำให้เด็กเรียนรู้ภาษาได้มากขึ้นเท่านั้น  ฉะนั้น พูดกับลูกบ่อย ๆ ค่ะ ยิ่งมากยิ่งดี สามารถใช้วิธีการป้อนเข้าหลายรูปแบบ เช่น ใช้คำกลอน หนังสือ เพลง หรือใช้เพียงการพูดคุยก็ได้เช่นกัน

วิธีเดียวกันนี้ควรใช้กับเด็กที่เรียนสองภาษาเช่นกัน

เหตุใดควรจะเริ่มเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองตั้งแต่ยังวัยเด็ก บางครอบครัวพ่อกับแม่ต่างเชื้อชาติกัน ลูกจึงได้มีโอกาสเรียนรู้หลายภาษาตั้งแต่เกิด บางครั้งคนดูแลเด็กพูดต่างภาษา บางครอบครัวเลือกที่จะส่งลูกไปเรียนภาษาอังกฤษหรือเข้าโรงเรียนอนุบาลที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ควรใช้โอกาสนี้สนับสนุนให้ลูกเรียนภาษาที่สองหรือสาม เนื่องจากเด็กสามารถเรียนอีกภาษาหนึ่งเสมือนภาษาแม่ของตัวเองได้ดีจนถึงอายุ 7ขวบ นอกจากนั้น ผลวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า เมื่อเด็กเรียนภาษาที่สองหรือสามเพิ่ม จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาของเครือข่ายระบบประสาทและระบบการวิเคราะห์ภาษาในสมองของเด็ก

การรับรู้หลายภาษาพร้อม ๆ กัน

เมื่อเด็กได้เรียนรู้ภาษาที่สองในขณะที่อายุยังน้อย (แรกเกิดถึง 3 ปี) จะเรียกว่าเป็นการรับรู้หลายภาษาพร้อม ๆ กัน เพราะเทียบเท่ากับเด็กได้เรียนภาษาที่สองพร้อม ๆ กับการเรียนภาษาแม่ของตัวเอง ซึ่งคุณอาจจะคาดไม่ถึงว่า การเรียนสองภาษาพร้อมกันแบบนี้ใช้กระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการเหมือนกับการเรียนภาษาเดียว ยิ่งไปกว่านั้น เด็ก ๆ เหล่านี้มีข้อได้เปรียบตรงที่สมองถูกพัฒนาเพื่อพร้อมรับการเรียนรู้ ฉะนั้นยิ่งเริ่มเร็วยิ่งดี

ในอดีต วิธีปฏิบัติที่แนะนำผู้ปกครองที่ต้องเลี้ยงเด็กสองภาษาเรียกว่า “หนึ่งคนหนึ่งภาษา” หรือ OPOL (one person, one language) ซึ่งบอกไว้ว่า วิธีที่ถูกต้องที่สุดคือ ให้ผู้ปกครองแต่ละคนพูดภาษาของตัวเองกับลูกเพียงภาษาเดียว ไม่ควรจะพูดหลายภาษาปนกันเด็ดขาด (Ronjat, 1913) โดยที่นักวิจัยให้เหตุผลสนับสนุนว่า การพูดภาษาเดียวกับบุคคลเดียวจะไม่เกิดความสับสน ต่อมาการศึกษาเพิ่มเติมค้นพบว่า เด็กมีทักษะการแยกแยะภาษาได้จนสามารถเข้าใจและพูดได้ทั้งสองภาษา แม้ว่าผู้ปกครองคนเดียวจะพูดหลายภาษา Dr. Patricia Kuhl นักวิจัยจาก Institute for Learning and Brain Sciences มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ค้นพบว่า ทักษะการแยกแยะภาษานี้ติดตัวมาตั้งแต่วัยทารก เธอกล่าวว่า “ทารกเกิดมาเป็น ‘ประชากรโลก’ และสามารถเรียนรู้ภาษาอะไรก็ได้อย่างง่ายดาย และทารกอายุต่ำกว่า 8 เดือน ไม่ว่าจะเชื้อชาติไหนสามารถเลียนเสียงของทุกภาษาในโลกนี้ได้”

การเอาภาษามาปนรวมกัน

ในช่วงเวลาที่เด็กเรียนรู้ภาษาแม่และภาษาที่สองนั้น บ่อยครั้งที่เด็กจะเอาคำจากภาษาที่สองมาปนใช้ในภาษาแม่ของตน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องปกติและเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการด้านนี้ ลูกของคุณไม่ได้กำลังสับสน แต่เขากำลังทดสอบและลองเล่นกับภาษาอยู่ พวกเขากำลังทำความคุ้นเคยกับภาษาและการสลับภาษา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการเรียนรู้ภาษา

ในฐานะนักภาษาศาสตร์ที่มีประสบการณ์มากว่า 30 ปี ในการสร้างและพัฒนาสื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง ดิฉันเห็นมาตลอดว่า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมภาษาจะเข้าที่เอง ภาษาเป็นเรื่องของความจำเป็น ถ้าเด็กต้องการอะไรบางอย่างเขาจะพูดหรือถามถึงสิ่งนั้นและจะเรียนรู้ภาษาที่ต้องใช้ได้อย่างรวดเร็ว

ดังนั้น เมื่อผู้ปกครองได้ยินเด็กใช้ภาษาสองภาษาปะปนกันหรือใช้ผิด แทนที่จะพูดให้เด็กเสียกำลังใจ ผู้ปกครองควรจะพูดภาษาที่ถูกต้องอย่างอ่อนโยนเพื่อเป็นตัวอย่างให้เด็ก เช่น ถ้าเด็กพูดว่า “mommy goed” (ผู้แปล: เป็นการใช้หลักไวยากรณ์ในประโยคอดีตกาลผิด) ผู้ปกครองก็เพียงแค่ตอบว่า “Yes, mommy went” ก็ถือเป็นการแก้ไขภาษาให้เด็กแล้ว เด็กจะประมวลข้อมูลที่ได้รับและนำไปใช้ต่อเองอย่างถูกต้อง สิ่งหนึ่งที่ผู้ปกครองไม่ควรทำอย่างยิ่งคือ การวิจารณ์และแก้ไขอย่างชัดเจน ควรจะให้เด็กได้ยินผู้ปกครองใช้ให้ดูเป็นตัวอย่าง สนับสนุนและให้กำลังใจพวกเขา และจะได้เห็นเด็กเติบโตอย่างเบิกบาน กลายเป็นเด็กสองภาษา – หรือแม้กระทั่งเด็กหลายภาษา